Chiang Rai – 3 Days 2 Nights – Find join the journey

ขับรถไปตามถนนที่ทอดยาว
สองข้างทางเต็มไปด้วยสีเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า
ท้องฟ้าสีหม่นกับภูเขาที่โอบล้อมเราไว้
เปิดกระจกลง ให้ลมเย็นๆปะทะเข้ามาทีใบหน้า

.
.

เชียงราย.. เป็นจังหวัดที่เที่ยวกี่วันก็รู้สึกไม่พอ แต่ทริปนี้ เล่นเอาเราเที่ยวคุ้มจนมีคำพู ติดปากในทริปว่า “แอร์ยังไม่ทันเย็น ถึงอีกละ” เดี๋ยวมาดูกันว่า 3 วัน 2 คืนในเชียงรายเราจะไปไหนกันได้บ้าง

มาถึงเรื่องการเดินทางกันดีกว่า ทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวทั้งหมด 3 วัน 2 คืน เดินทางโดยสายการบินแอร์เอเชียช่วงเย็นวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 และกลับวันที่ 3 มิถุนายน 2562

เนื่องจากเราต้องการความชิลทั้งปลายทางและระหว่างทาง เราเลยตัดสินใจ Roadtrip กัน โดยรถที่เราใช้ในทริปนี้เป็นรถเช่าของ Avis Thailand

คืนแรกเราพักกันที่ Happynest hostel เป็นโฮสเทลน่ารักๆไม่เล็กไม่ใหญ่ในตัวเมืองเชียงราย ราคาเริ่มต้นที่ 300 (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง)

ภายในโฮสเทลตกแต่งน่ารักมากๆ มีพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางที่กว้าง มีมุมหนังสือให้อ่าน หรือใครชอบเล่นเกมส์ก็มีเกมส์ไม้เล็กๆน้อยๆให้เล่น

การตกแต่งของที่นี่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยจะมิกซ์พวกของสะสมเก่าๆมาแซมให้มีความย้อนยุคปนโมเดิร์มหน่อยๆ

และนี่คือห้องพักของเราเอง ภายในห้องนอกจากจะกว้าง โล่ง โปร่งสบายแล้ว ยังมีมุมเล็กๆให้เราได้ดื่มด่ำกับชากาแฟที่เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงรายให้ชงดื่มได้ตามอัธยาศัยด้วย

สำหรับอาหารเช้าทางโฮสเทลจะให้เราเลือกไว้ตั้งแต่เช็คอินเลย โดยเมนูมีให้เลือกเยอะม๊าก แล้วแต่ละเมนูคือเด็ดสุดๆ

เช้าวันแรกของการเที่ยว เราประเดิมกันที่ “วัดร่องขุ่น” เป็นวัดที่มีชื่อของจังหวัดเชียงราย ถอดแบบมาจากวัดมิ่งเมืองในจังหวัดน่าน

ภายในวัดค่อนข้างกว้างขวาง และเนื่องจากเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไม่แปลกใจเลยที่คนจะเยอะ สำหรับใครที่ต้องการมาถ่ายรูปแบบให้เจอคนน้อยที่สุด เราแนะนำให้มาก่อนวัดเปิด มายืนรอหน้าประตูเลยค่ะ หลังจากเจ้าหน้าที่เปิดปุ๊บ ก็รีบเดินเข้าไปถ่ายเลย (วัดเปิด 7 โมงเช้า)

ปกติเราเป็นคนไม่อินกับวัด แต่ที่นี่กลับไม่ใช่ ทุกช่องทางการเดิน มุมมอง ลวดลายต่างๆที่อยู่บนสถาปัตยกรรมเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่เราพูดกับตัวเองได้ว่า เมืองไทยสวยไม่แพ้ที่ไหนเลยแหละ

วัดแรกผ่านไป วัดที่สองก็ตามมา ต่อจากวัดร่องขุ่นเเล้ว เรายังรู้มาอีกว่ามีอีกวัดหนึ่งที่มีชื่อและเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือคนไทยต่างก็ต้องพากันเเวะมาที่นี่ นั่นก็คือ วัดร่องเสือเต้น

วัดสีน้ำเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงราย เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่ที่ให้เราสักการะบูชา

สำหรับที่นี่เหมือนสร้างมาให้เราได้รูปถ่ายอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นมุมบันได ลูกแก้ว หรือหัวพญานาค เป็นวัดที่ทันสมัยเหมาะกับเด็กรุ่นใหม่อย่างเราๆมาก

ทุ่งเคียงดอย คาเฟ่ เป็นคาเฟ่ที่กว้างมากกกกก แนะนำให้มาช่วงฝน นากำลังเขียวดีเลย ลองนึกภาพตัวเองนั่งจิบกาแฟแล้วซึมซับบรรยากาศเหล่านี้ดูสิว่าจะฟินขนาดไหน

สำหรับที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 15 กม. มาทางบ้านนางแลใน ก็จะเจอกับคาเฟ่นี้

มีชิงช้าน่ารักๆให้ถ่ายรูปเล่นด้วย

จะนั่งมุมไหนก็ได้ตามสบายเลย ไม่ว่าจะเป็นกระท่อม ริมสะพาน หรือจุดถ่ายรูปที่ทางร้านทำไว้ให้ เป็นความสุขอย่างนึงที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง

หลังออกมาจากคาเฟ่สักพัก ฟ้าก็เริ่มครึ้ม ตามด้วยลมฝนที่ค่อยๆตกลงมา ทำให้บรรยากาศการเดินทางทริปนี้ได้อารมณ์สุดๆ

เราแวะกันที่พระธาตุดอยช้างมูบ เพื่อสักการะสถูปดอยช้างมูบที่มีอายุกว่า 100 ปีเพื่อความเป็นสิริมงคล ที่นี่ถือว่าเป็นดอยที่สูงของเทือกเขาดอยตุงเลยแหละ

เลยมาอีกนิดเป็นแนวเขตชายแดนไทย – เมียนมา เป็นอีกจุดชทวิวที่วิวอลังมากกกกก มองไปทางไหนก็เขียวไปหมด ดีต่อใจจริงๆ

บ้านผาฮี้ ชื่อนี้ได้ยินมานานจนได้มีโอกาสมาสักที เป็นหมู่บ้านเล็กๆกลางหุบเขา ที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟและวิวทิวทัศน์ของบ้านเรือนที่ตั้งอยู่เป็นชั้นๆ

นอกจากร้านกาแฟที่มีเยอะแล้ว ที่นี่ยังมีโฮมสเตย์อีกมากมายให้เราได้เลือกพักผ่อน กลางวันว่าสวยแล้วใช่มั้ย ลองตื่นมาเช้าๆดูสิ ทั้งอากาศหนาว ทั้งทะเลหมอก จะสร้างความประทับใจให้ทุกคนแน่นอน

ลงมาจากบ้านผาฮี้ จะมีสถานที่ลับๆที่เห็นแล้วต้องร้องว๊าวซ่อนอยู่ จริงๆไม่ได้ซ่อนหรอกแต่คนรู้จักน้อย คนพื้นที่บางคนยังไม่รู้จักเลย

สวนคุณปู่ เป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และโฮมสเตย์เพียงไม่กี่หลังที่จะทำให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติในแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหนยิ่งเจอวิวภูเขาล้อมรอบสวยๆแบบนี้นะบอกเลยว่าฟินจนแทบไม่อยากลุกไปไหนเลยแหละทางชันและโค้งเยอะพอควร แต่รับรองเลยว่ามันดีมากกกก!!!

สำหรับที่นี่ใช้เวลาในการสร้างทั้งหมด 4 ปี ได้ยินตอนแรกก็งงว่าจะนานอะไรขนาดนั้น แต่พอได้ยินแล้วก็ถึงกับบางอ้อ งานคนล้วนๆจ้า แบกกันลงมาเอง สร้างกันเอง โหดจริง

กินไปชมวิวไป ดีขนาดไหนไม่รู้ รู้แต่ลองไปดูเองให้เห็นกับตาดีที่สุด

ด้วยโฮมสเตย์เพียงไม่กี่หลังนี้เหมือนทำให้เราเป็นเจ้าของสวนเลยแหละ ฮ่าๆ คนน้อย เงียบสงบ เป็นที่ที่ยกให้อันดับต้นๆในใจเลย

เช้าวันรุ่งขึ้นเราอยู่กันที่ “บูซอ โฮมสเตย์” อยู่ห่างจากสวนคุณปู่ไม่มาก เห็นว่าจุดขายของที่นี่คือกลางคืนดูดาว ตื่นเช้าชมทะเลหมอก โหยยย แค่ได้ยินก็ขนลุกแล้วค่ะ

ส่วนอาหารไม่ต้องพูดถึง ถึงเป็นอาหารธรรมดา แต่รสชาติไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

หลังออกมาจากบูซอ โฮมสเตย์เราก็แวะเที่ยวเล่นที่บ้านผาหมีกันนิดนึง ที่นี่ก็คาเฟ่เยอะไม่ต่างกัน เอาเป็นว่าถูกใจสายกาแฟแน่นอน

ต่อด้วย สวนฮักฮ่มไม้ เป็นอีกร้านที่มีชื่อในแม่สาย ร้านนี้มีทั้งอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ให้เลือกกิน หรือใครอยากกินแต่กาแฟก็ได้นะ กินกันให้ตาค้างไปเลยค่ะ ฮ่าๆ

ภายในร้านถึงจะไม่ได้อยู่กลางหุบเขาเหมือนผาฮี้และผาหมี แต่ร้านก็เต็มไปด้วยบรรยากาศสีเขียวสบายตาไม่แพ้กัน แถมยังตกแต่งได้น่ารักอีก

เพื่อที่จะได้ไม่ต้องตื่นเช้าเกินไป เราจึงตัดสินใจไปกันที่ผาม้าโฮมสเตย์ อยู่ใกล้ๆกับวัดถ้ำป่าอาชาทอง แล้วทำไมต้องมาที่นี่ล่ะ? เพราะที่นี่มีเอกลักษณ์อีกอย่างนึงในจังหวัดเชียงรายนั่นก็คือ พระขี่ม้าบิณบาต

เป็นบุญตามากเพราะไม่เคยรู้ไม่เห็นมาก่อนว่ามีพระขี่ม้าบิณบาตในไทย ประทับใจจนพูดไม่ออก ถือว่าคิดไม่ผิดเลยที่มาที่นี่

ก่อนจะไปยังสถานที่สุดท้าย ของแวะถ่ายรูปข้างทางแปปนึง กระท่อมอะไรน่ารักขนาดนี้ เสียดายที่ไม่มีชื่อเขียนบอก และไม่ได้เปิดให้พัก ไม่อย่างนั้นที่นี่คงเป็นทางเลือกในการพักผ่อนของเราอีกที่ก็ได้

ไร่ชาฉุยฟง เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้จักกันแล้วแหละ ความพิเศษของที่นี่คือไร่ชาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย แต่ความพิเศษไม่ได้มีเพียงเท่านี้

ด้านบนยังมีให้บริการของหวานอย่าง ไอศกรีม ชาเขียว เครื่องดื่ม เบอเกอรี่ และเป็นจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของทางไร่ชาอีกด้วย

สำหรับทริปนี้เป็นการใช้เวลา 2 คืน 3 วันได้อย่างคุ้มค่ามาก ทั้งวิว อาหาร เครื่องดื่ม ต่างทำเราประทับใจแทบทุกร้าน ที่ใช้คำว่าแทบทุกร้านไม่ใช่อะไรนะ ความชอบคนเรามันไม่เหมือนกัน ยังไงไม่ต้องเชื่อรีวิวนี้ทั้งหมด แต่ลองไปสัมผัสเองจะดีกว่า หวังว่าทริปนี้จะทำให้หลายๆคนมีไฟในการออกเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติสวยๆในไทยกันนะคะ


ดูรีวิวและที่เที่ยวอื่นๆ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ใน https://facebook.com/Lakgunpai

You Might Also Like

No Comments

Leave a Reply